Taxi quote

จำ

http://www.imeem.com/people/3-2RqsE/music/VttF6L1f/eawdead-remember/

-ร้องเพี้ยน กีตาร์บอด แก้ไม่หายซะที

-เจียดเวลามาอัดเพลง แต่งไว้นานแล้ว

-อัดตอนปิดเล่ม เสียนิสัยมาก แต่ก็ช่วยให้หายเครียดได้บ้างนิ

พบผ่าน

ปกติเวลาทำงานหนักๆ คิดไม่ออก เราชอบหยิบกีตาร์มาเกาเล่นๆ

เกาไปเกามา ได้คอร์ดที่ชอบมาท่อนนึง

ลองขยาย ใส่เนื้อลงไป เกลามันนิดหน่อย

ไปซื้อเครื่องอัด ค่อนข้างแพง แต่ไม่เสียดายเพราะกะจะซื้อเครื่องอัดสัมภาษณ์อันใหม่แทนของเดิมอยู่แล้ว

ลองอัดดู ได้ผลประมาณนี้

http://www.imeem.com/people/3-2RqsE/music/rG9eul5Q/eawdead-meet-and-gone/

หลังจากลองแต่งเพลง ทำให้รู้ว่า

-เข้าใจแล้วที่ครูภาษาอังกฤษสมัยประถมเคยบอกว่า อย่าเรียนภาษาอังกฤษจากเพลงมากนัก เพราะไม่ถูกหลักแกรมม่าเท่าไร ก็จริงเพราะเราไม่เน้นใช้คำที่รูปประโยคถูกต้อง (ประธาน-กิริยา) ส่วนใหญ่ต้องใช้เป็นวลีแล้วให้เข้ากับคอร์ดเพลงมากกว่า

-ซูฮกนักร้องที่ร้องไปด้วยเล่นกีตาร์ไปด้วย มันยากมากเลยนะ

-นับถือนักร้องที่ออกเสียงควบกล้ำกระดกลิ้นได้ชัด ทำยากมากเหมือนกัน

-เริ่มเข้าใจว่า Reference ช่วยในการแต่งเพลงยังไง เพราะมันทำให้เรารู้ว่าควรจะเริ่มต้นยังไงและเดินหน้าต่อไปทางไหน เรามักจะจำท่อนของเพลงที่ชอบได้ แล้วก็อยากจะเอามาใช้ในเพลงด้วย เอามาบิดให้เหมาะกับเรา เช่น ช่วงขึ้นต้นก็คล้ายๆท่อนแรกของเพลง สิ่งดีดี จาก Goose หรือท่อนโซโลก็บิดคอร์ดมาจาก Sometimes you can’t make it on your own ของ u2

-จากข้อข้างบน เส้นแบ่งระหว่างการใช้ refernce และการ copy เพลงมีอยู่บางๆ ขึ้นอยู่กับสำนึกของแต่ละคน ถ้าเพลงมันเริ่มคอร์ดและโน้ตเหมือนเพลงต้นฉบับ มันเป็นจุดวัดใจว่าเราจะเปลี่ยนคอร์ดไม่ให้ซ้ำ หรือจะเนียนตามน้ำไปดี

-ก่อนจะอัดเพลง (แบบบ้านๆ) ควรจะตรวจสอบสภาพแวดล้อมให้ดี อย่างเพลงนี้อัดไป 7 เทค ก่อนหน้านี้มีทั้งเสียงพัดลม เสียงนก เสียงโทรศัพท์ที่เราลืมกดปิด ไปจนถึงเสียงกวาดใบไม้จากหน้าบ้านที่ดันติดมาด้วยในเทคที่ 3

-ย้ำอีกที แต่งเพลงเป็นเรื่องยาก แต่ก็สนุกดีนะ

วันนี้มีรุ้ง

ทุกคนจึงพากันมอง

dsc04753

dsc04756

dsc04755

dsc04754

dsc04761

Cash

San Quentin, you’ve been living hell to me.
You’ve cloistered me since 1963.
I’ve seen ‘em come and go and I’ve seen ‘em die.
And long ago, I stopped asking why.

San Quentin, I hate every inch of you.
You’ve cut me, and you’ve scarred me through and through.
And I’ll walk out a wiser, weaker man.
Mister congressman, you can’t understand.

San Quentin, what good do you think you do?
Do you think I’ll different when you’re through?
You’ve bent my heart and mind, and you warp my soul.
Your stone walls turn my blood a little cold.

San Quentin, may you rot and burn in hell.
May your walls fall, and may I live to tell.
May all the world forget you ever stood.
And may all the world regret you did no good.

San Quentin, I hate every inch of you.

 

เคยคิดถึงใครแบบไม่มีเหตุผลบ้างมั้ย?

อยู่ดีๆ ก็คิดถึง johnny cash ขึ้นมาซะงั้น เลยเปิด youtube หาเพลงเขามาฟัง

เรารู้จักนักดนตรีแนวคันทรี่คนนี้จากหนังเรื่อง walk the line ดูหนังเสร็จก็หาเพลงมาฟังตามประสา เพราะดี แต่ก็ไม่ได้ชอบขั้นถวายหัว เวลาว่างไม่มีอะไรทำก็หาเพลงเขามาฟังพอไม่ให้ว่างหู

ปกติเราจะเลือกเปิด ring of fire หรือ hurt (เพลงของ nine inch nail ที่แคชร้องคัฟเวอร์ได้อินโคตรๆ) แต่วันนี้ลองเลือกเปิดที่ไม่ค่อยได้ฟังอย่าง San Quentin

San Quentin เป็นทั้งชื่อเพลงและชื่อคุกที่แคชเคยไปเปิดคอนเสิร์ตให้นักโทษในนั้นฟัง เป็นคอนเสิร์ตครั้งที่คนส่วนใหญ่จดจำได้แม่น  (นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคุกที่แคชเคยไปเปิดแสดง)

ในวิกิพีเดียบอกเหตุผลที่จู่ๆ นักดนตรีชื่อดังระดับประเทศอย่างแคชไปเล่นคอนเสิร์ตในคุกว่า “Cash felt great compassion for prisoners” ไม่รู้ว่าตอนเล่นเพลงต่อหน้านักโทษเป็นร้อยแคชรู้สึกยังไง แต่เท่าที่ดูในวีดีโอ เราชอบดูสีหน้าของนักโทษเหล่านั้น ทั้งยิ้ม ดีใจ และโห่ร้องในเวลาเดียวกัน

เพลงที่แคชเล่นข้างบนคือเพลงที่เขาแต่งให้นักโทษที่อยู่ในคุก เพราะการถูกกักขังไม่ใช่สิ่งสวยงาม เนื้อเพลงนี้เลยออกแนวก่นด่าโลกที่ตัวเองเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน (ซึ่งก็คือคุก San Quentin นั่นเอง ) ระหว่างที่เพลงถูกบรรเลง ไม่มีนักโทษคนไหนไม่โห่ร้องอย่างสะใจกับเพลงที่เหมือนแต่งให้พวกเขาอย่างแท้จริง

ในโลกความเป็นจริง พวกเขาคือคนเถื่อนกาก ชั่วช้าชนิดที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ (เราก็ด้วย)

แต่สิ่งที่พวกเขามีเหมือนเรา ไมว่าจะมีชื่อนำหน้า หรือใส่เสื้อสีอะไร

ก็คือความเป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์ความรู้สึก และแสดงออกมาเหมือนคนปกติเช่นเดียวกัน

สิ่งเหล่านี้

เรื่องมันมีอยู่ว่า

ก่อนหน้าจะถึงฟิ้วแคมป์ (งานโชว์ผลงานของนักทำหนังและภาพเคลื่อนไหวสมัครเล่น ดูต่อที่ www.fuse.in.th) เราได้ฟังเพลง สิ่งเหล่านี้ ของ greasy cafe แล้วชอบ ประกอบกับเดือนนี้ธีมฟิ้วแคมป์คือการทำเอ็มวี เลยคันไม้คันมืออยากลองทำงานส่ง ภายใต้เงื่อนไขเวลาอันน้อยนิดช่วงก่อนปิดเล่ม และทุนทรัพย์แค่กล้องดิจิตอลที่ถ่ายวีดีโอได้ (แถมยืมของพ่อมาอีกต่างหาก)

เริ่มจากหาแรงบันดาลใจ  ฟังเพลง ฟังเพลง ฟังมันทุกวันจนจำได้ว่าท่อนนี้อยู่นาทีไหน เพราะเพลงมันแบ่งเป็นสองครึ่งด้วย ท่อนที่จะแบ่งระหว่างเนื้อหาสองท่อนถือเป็นkey word ของเพลงนี้ด้วย

ฟังเพลง แตกโจทย์ไปเรื่อย

ฟังเพลง แตกโจทย์ไปเรื่อย

 

เราชอบวาดรูปเวลาคิดงานไม่ออก มีอยู่ครั้งหนึ่งเราวาดเป็นเส้นตรง แล้วก็ผุดรูปอย่างดอกไม้ มนุษย์ไม้ขีด คิดว่ามันน่าจะเหมาะกับการเล่าเรื่องด้วยภาพกับอะไรสักอย่าง พอมาเห็นโจทย์เพลงนี้ก็เหมาะเจาะ เลยลองร่างดู

ลากมั่วไปเรื่อย

ลากมั่วไปเรื่อย

 

ภาพที่คิดในหัวคือ ลากเส้นแล้ววาดรูปที่ลิงค์กับเพลงไปเรื่อย คิดว่าเนื้อหาของเพลงกับภาพควรไปด้วยกัน แต่พอคิดจริงๆ ก็ยากเพราะคำในเพลงไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงตามลำดับเวลาขนาดนั้น เลยคิดถึงความรักที่เป็นสูตร พบ รัก แต่งงาน มีครอบครัว ขณะที่ครึ่งหลังของเพลงคือการทำลายภาพแรกที่เคยสร้างมาทั้งหมด

พอคิดอย่างนี้เลยต้องกะเรื่องเวลาดีๆ เพราะตอนแรกเรากะว่าจะวาดแบบ long take คือเปิดเพลงและวาดตามไปสดๆ แต่คิดอีกทีถ้าเราถ่ายเป็นชอตสั้นๆ แล้วมาตัดต่อน่าจะน่าสนใจกว่า เลยลองร่างซีเควนซ์แบบลงลึกในรายละเอียด แต่ก็เปิดเพลงตามไปด้วยเพื่อเช็กเรื่องเวลาว่ามันไปด้วยกันได้จริง

dsc046451

เราคิดจะทำงานนี้ก่อนหน้าฟิ้วแคมป์หนึ่งอาทิตย์ ทุกคืนหลังเลิกงานเลยต้องเจียดเวลามานั่งฝึกวาดรูป วาดซีเควนซ์ไปเรื่อย เพราะถ้ารอวาดสดวันนั้นเละแน่ๆ ค่อยๆ จับแนวทางของเพลงไปเรื่อย จนถึงวันถ่ายจริง

โต๊ะที่เกิดเหตุ

โต๊ะที่เกิดเหตุ

 

เราใช้วิธีถ่ายแบบเดียวกับหนังเรื่องที่แล้ว (ฉันมองเห็นความมืด ถ้าว่างและขยันพอจะเล่าเรื่องนี้อีกทีนะ) คือใช้สมุดเปล่าหนึ่งเล่ม ปากกา กล้องและขาตั้งกล้อง โคมไฟสำหรับจัดแสงไม่ให้มีเงาตอนเขียน วิธีก็เอากล้องมาตั้งไว้ด้านหน้า แล้วก็เขียนลงบนสมุด วาดเสร็จก็พลิกหน้าต่อไป (ความจริงตอนแรกกะจะใช้กระดาษต่อเนื่องแบบที่นักบัญชีใช้ เพราะจะได้ลากเส้นยาวๆ ต่อเนื่องได้ แต่ก็ทำยากไปบวกกับกระดาษเขาขายกันยกลังลังละ 300 กว่า แบบนี้ทั้งไม่เปลืองกระดาษและไม่แพงด้วย)

ตอนที่คิดซีเควนซ์ เรานึกอยู่นานว่าตอนท่อนหลังของเพลงจะย้อนกลับไปทำลายภาพตอนต้นได้ยังไง วิธีใช้ปากกาขีดฆ่าง่ายที่สุด แต่ก็ดูง่ายไป เลยพยายามคิดกิมมิคที่ทับซ้อนกันในรูปเดียวได้ เช่น รูปบ้านที่วาดตอนแรก ตอนครึ่งหลังเราก็วาดเป็นซี่กรง เปรียบเหมือนความมั่นคงคือคุกกักอิสระไม่ให้ไปไหน เป็นกิมมิคแบบเพ้อๆ หน่อย ฮ่าๆ

ชอบอันนี้มากสุด จากแหวนแต่งงานเป็นกุญแจมือ

ชอบอันนี้มากสุด จากแหวนแต่งงานเป็นกุญแจมือ

 

ถ่ายเสร็จก็ลองตัดต่อ ความยากคือทำยังไงให้คนดู รู้สึก ไปกับเพลงด้วย เราว่าเอ็มวีที่ดีไม่ควรเน้นแต่เทคนิคอย่างเดียว มันควรสื่อสารคู่ไปกับเพลงด้วย นี่แหละที่ยากเพราะอย่างที่บอกว่าวีดีโอของเรากับเนื้อเพลงไม่ได้ตรงแบบคำต่อคำ ต้องหาวิธีแทรกภาพไปตามอารมณ์เพลง เช่น ช่วงท้ายที่เสียงกีตาร์รัวถี่ๆ ก็ยิงภาพเป็นชอตสั้นๆ แม้ไม่ตรงมากแต่ก็พอช่วยเรื่องอารมณ์ให้ต่อเนื่องไปได้

จำได้ว่าเสร็จสิ้นกระบวนการตอนตีสี่ครึ่งของวันเสาร์ (วันที่ต้องฉายฟิ้วแคมป์พอดี) ยังไม่ชอบมากแต่ก็ถือว่าตรงตามที่คิดไว้ในหัว

จริงๆ ตอนทำเหนื่อยมาก เวลาน้อยแถมทำคนเดียวด้วย แต่พอทำเสร็จก็น่าชื่นใจดีแฮะ :)

ด้วยรักและม้วนเทป

              

               ไม่ค่อยมีใครพูดถึงมัน นานมาแล้ว

                จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง พี่เต้พูดถึง ‘มัน’ นั่นคือม้วนเทปที่เคยมีประจำอยู่แทบทุกโต๊ะของเหล่ากองบรรณาธิการนิตยสาร บัดนี้หลังการเข้ามาของเครื่องอัด mp3 ม้วนเทปก็เสื่อมสลายหายไปตามเวลา จนพี่เต้ที่อยากได้ม้วนเทปไปทำเป็นของประดิษฐ์กุ๊กกิ๊กตามประสาบ่นอุบ

                หากพูดถึงม้วนเทป เราจะนึกถึงร้านขายเทปที่ต้องเดินผ่านทุกครั้งสมัยเรียนมัธยมปลาย มันเป็นจุดที่ต้องผ่านระหว่างเดินไปขึ้นรถสองแถวที่วินข้างศาลเจ้าพ่อหลักเมือง หน้าร้านจะมีแผงเทปที่วางเต็มพื้นที่ ทั้งลูกทุ่ง แกรมมี่ อาร์เอส โคลด์เพลย์ ยูทู และดนตรีหลากแนวทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้ในตอนนั้น

                เรามีเทปในครอบครองเพื่อฟังเพลง จนกระทั่งมาทำงานนิตยสาร เทปจึงเป็นหนึ่งในอุปกรณ์หลักสำหรับบันทึกเสียงและถอดเทปสัมภาษณ์ จากการฟังเพลงอย่างรื่นรมย์ กลับต้องทำหน้าเบ้ทุกครั้งที่ต้องเจอม้วนเทปจำนวนมากที่ต้องถอดและเรียบเรียงออกมาเป็นตัวอักษร

                เทปค่อยๆ หายไปจากชีวิตเราอย่างที่บอกไว้ตอนต้น แต่สิ่งที่เทปทิ้งไว้คือนิสัยในการฟังเพลงของเรา เพราะการกรอเทปเป็นเรื่องยุ่งยากกว่ากดปุ่มเลือกแทรกในซีดี อยากกระโดดไปฟังเพลงไหนต้องกะดีๆ ว่าเพลงที่ว่าอยู่ส่วนไหนของเนื้อเทป ต้องกดฟอร์เวิรด์รีไวน์กันวุ่นวายกว่าจะได้ฟัง ทำให้หลายครั้งเราตัดสินใจฟังรวดเดียวไปเลยทั้งม้วนจะได้ไม่เสียเวลา

                พอมาฟังเพลงในซีดี แม้จะเป็นเพลงที่เฉยๆ หรือไม่ชอบฟังเราก็ไม่ค่อยข้ามไป ถ้าเป็นซีดีบอดี้สแลมก็ฟังไปเพลินๆ แต่ถ้าเป็นชุด ok computer ของเรดิโอเฮด Love me love my life ของโมเดิร์นด๊อก พวกอัลบั้มที่มีเพลงประหลาดๆ คนที่ฟังกับเราอาจนึกไม่ออกว่าเราจะทนฟังไปทำไม แต่ก็นั่นแหละ ติดนิสัยมาแล้ว ถอนตัวยาก

                ม้วนเทปกับคนรักอาจไม่มีอะไรสัมพันธ์กัน แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่ามันคล้ายกัน เพราะการฟังเพลงที่ไม่ชอบไปจนจบม้วน ก็เหมือนคบกับคนรักที่ต้องเผชิญหน้าข้อที่ไม่ชอบของกันและกัน แต่เพื่อให้รักราบรื่น เราก็ต้องทนให้มันเข้ามาในชีวิตเราให้ได้

               บ่อยครั้งที่คนเราล้มเลิก เพราะเงื่อนไข ความไม่มั่นคง หรือบาดแผลที่สร้างไว้แก่กัน ความรักที่เคยเกิดขึ้นในบางคู่ก็ถึงเวลาล่มสลาย เพราะเขาไม่อยากทนฟังเพลงที่ไม่ชอบ หรือบางเพลงที่เคยไพเราะ เมื่อเวลาผ่านไปเสียงดนตรีอันรื่นรมย์ก็กลับกลายเป็นความน่าเบื่อ ไม่รู้สึกอิ่มใจเหมือนตอนฟังครั้งแรกอีกต่อไป

              ก่อนหน้าที่จะมีคนรัก เราเคยคิดว่าทุกครั้งที่มีโอกาสจะหาเวลาเพื่อปลีกวิเวกอยู่ห่างจากหญิงสาวคนนั้นสักพัก เพราะเชื่อว่าความรักไม่ควรใช้โปรโมชั่นมาก พยายามมองโลกความเป็นจริงอยู่กันอย่างเป็นตัวของตัวเองดีกว่ารอให้หมดโปรแล้วก็หมดใจตามกันไป การอยู่ห่างกันก็เหมือนการกดปุ่ม pause พักเพลงที่ฟังซ้ำๆ มานานจนเริ่มจะเบื่อในความรู้สึก

              พอมาเจอเข้ากับตัว ถึงรู้ว่ายังไงเราก็อยากอยู่คนรักไปตลอดแหละ ในเมื่อเวลาที่อยู่ด้วยกันมันชื่นบาน ใครๆ ก็ไม่อยากถอยห่างโอกาสที่จะได้เจอความรู้สึกดีๆ

              แต่หากวันนั้นมาเยือน วันที่เราเบื่อม้วนเทปที่เล่นเพลงซ้ำๆ นอกจากจะกดปุ่ม pause เราภาวนาให้ตัวเองในอนาคตมีสติเตือนตัวเองว่า เมื่อเสียงเพลงแห่งความรักหยุดลง ยังมีเสียงนกและเสียงที่ฟังแล้วชื่นใจอีกมาก ยังมีสถานที่ เหตุการณ์ ผู้คน ความคิด รอให้เราเดินทางไปปะทะและตกผลึกอีกจำนวนมาก มากกว่าจะจมอยู่ตรงหน้าเครื่องเล่นเทปเพียงอย่างเดียว

              เมื่อกลับมากดปุ่มเพลย์อีกครั้ง หวังว่าความรื่นรมย์จะกลับมาดังเดิม

             และถ้าหากเทปหมดม้วน แม้ในชีวิตจริงเราจะกดปุ่มรีไวน์ความรักไม่ได้

             ขอแค่มีปุ่ม repeat ไว้ฟังเพลงให้ชื่นใจใหม่อีกครั้งก็ยังดี

ความสุข

“สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไม่ใช่ความสุขหรอก

ความหมายต่างหากที่เราควรครุ่นคิด พิจารณา และลงมือกระทำ

ไม่ว่าความหมายต่อตัวเอง ครอบครัว เพื่อนฝูง วิชาชีพ สังคม และประเทศชาติ

มีความสุข แต่ไม่มีความหมาย เราปรารถนาจะนำพาชีวิตป่ายปีนไปสู่จุดนั้นจริงหรือ

ผมว่าไม่น่าจะใช่”

 

 5 ย่อหน้าสุดท้ายในหนังสือ ทางโลก ของวรพจน์ พันธุ์พงศ์

เคารพครับ

พระนคร

dsc04319

เราไม่ค่อยได้มาแถวพระนครเท่าไร ทั้งถนนพระอาทิตย์ ข้าวสาร ดุสิต เสาชิงช้า คงเพราะมันอยู่ไกลมากนานๆ จะมาสักที แต่มาทุกครั้งก็จะสงสัยว่า ทำไมบ้านมันเหมือนกันไปหมดเลย ทั้งสีบ้านและรูปทรง

อย่างภาพข้างบนนี่ถ่ายที่แพร่งภูธร แต่ถ้าเกิดบอกว่าถ่ายที่อื่นในเขตนั้นก็ดูน่าเชื่ออยู่ดี ไม่รู้ว่ามันแตกต่างกันยังไง

ถามพี่เต้บานเฟี้ยมแกน่าจะรู้นะ เหอๆ

อร่าม

อร่าม

ช่วงนี้เป็นเวลาดอกไม้บาน เดือนที่แล้วชมพูพันธ์ทิพย์สะพรั่งราวกับซากุระในญี่ปุ่น

คราวนี้มาถึงต้น.. ต้นอะไรหว่า รู้แต่ว่ามันมีสีเหลือง และมันขึ้นเต็มถนนศรีนครินทร์แถวบ้านข้าพเจ้า ขับรถไปดูพวกนี้ไป รื่นรมย์มาก

dsc04293

dsc04291

ว่าแต่ มันคือต้นอะไร ใครรู้วานเมนท์หน่อยนะ :)

หน้าต่อไป