ไม่ค่อยมีใครพูดถึงมัน นานมาแล้ว
จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง พี่เต้พูดถึง ‘มัน’ นั่นคือม้วนเทปที่เคยมีประจำอยู่แทบทุกโต๊ะของเหล่ากองบรรณาธิการนิตยสาร บัดนี้หลังการเข้ามาของเครื่องอัด mp3 ม้วนเทปก็เสื่อมสลายหายไปตามเวลา จนพี่เต้ที่อยากได้ม้วนเทปไปทำเป็นของประดิษฐ์กุ๊กกิ๊กตามประสาบ่นอุบ
หากพูดถึงม้วนเทป เราจะนึกถึงร้านขายเทปที่ต้องเดินผ่านทุกครั้งสมัยเรียนมัธยมปลาย มันเป็นจุดที่ต้องผ่านระหว่างเดินไปขึ้นรถสองแถวที่วินข้างศาลเจ้าพ่อหลักเมือง หน้าร้านจะมีแผงเทปที่วางเต็มพื้นที่ ทั้งลูกทุ่ง แกรมมี่ อาร์เอส โคลด์เพลย์ ยูทู และดนตรีหลากแนวทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้ในตอนนั้น
เรามีเทปในครอบครองเพื่อฟังเพลง จนกระทั่งมาทำงานนิตยสาร เทปจึงเป็นหนึ่งในอุปกรณ์หลักสำหรับบันทึกเสียงและถอดเทปสัมภาษณ์ จากการฟังเพลงอย่างรื่นรมย์ กลับต้องทำหน้าเบ้ทุกครั้งที่ต้องเจอม้วนเทปจำนวนมากที่ต้องถอดและเรียบเรียงออกมาเป็นตัวอักษร
เทปค่อยๆ หายไปจากชีวิตเราอย่างที่บอกไว้ตอนต้น แต่สิ่งที่เทปทิ้งไว้คือนิสัยในการฟังเพลงของเรา เพราะการกรอเทปเป็นเรื่องยุ่งยากกว่ากดปุ่มเลือกแทรกในซีดี อยากกระโดดไปฟังเพลงไหนต้องกะดีๆ ว่าเพลงที่ว่าอยู่ส่วนไหนของเนื้อเทป ต้องกดฟอร์เวิรด์รีไวน์กันวุ่นวายกว่าจะได้ฟัง ทำให้หลายครั้งเราตัดสินใจฟังรวดเดียวไปเลยทั้งม้วนจะได้ไม่เสียเวลา
พอมาฟังเพลงในซีดี แม้จะเป็นเพลงที่เฉยๆ หรือไม่ชอบฟังเราก็ไม่ค่อยข้ามไป ถ้าเป็นซีดีบอดี้สแลมก็ฟังไปเพลินๆ แต่ถ้าเป็นชุด ok computer ของเรดิโอเฮด Love me love my life ของโมเดิร์นด๊อก พวกอัลบั้มที่มีเพลงประหลาดๆ คนที่ฟังกับเราอาจนึกไม่ออกว่าเราจะทนฟังไปทำไม แต่ก็นั่นแหละ ติดนิสัยมาแล้ว ถอนตัวยาก
ม้วนเทปกับคนรักอาจไม่มีอะไรสัมพันธ์กัน แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่ามันคล้ายกัน เพราะการฟังเพลงที่ไม่ชอบไปจนจบม้วน ก็เหมือนคบกับคนรักที่ต้องเผชิญหน้าข้อที่ไม่ชอบของกันและกัน แต่เพื่อให้รักราบรื่น เราก็ต้องทนให้มันเข้ามาในชีวิตเราให้ได้
บ่อยครั้งที่คนเราล้มเลิก เพราะเงื่อนไข ความไม่มั่นคง หรือบาดแผลที่สร้างไว้แก่กัน ความรักที่เคยเกิดขึ้นในบางคู่ก็ถึงเวลาล่มสลาย เพราะเขาไม่อยากทนฟังเพลงที่ไม่ชอบ หรือบางเพลงที่เคยไพเราะ เมื่อเวลาผ่านไปเสียงดนตรีอันรื่นรมย์ก็กลับกลายเป็นความน่าเบื่อ ไม่รู้สึกอิ่มใจเหมือนตอนฟังครั้งแรกอีกต่อไป
ก่อนหน้าที่จะมีคนรัก เราเคยคิดว่าทุกครั้งที่มีโอกาสจะหาเวลาเพื่อปลีกวิเวกอยู่ห่างจากหญิงสาวคนนั้นสักพัก เพราะเชื่อว่าความรักไม่ควรใช้โปรโมชั่นมาก พยายามมองโลกความเป็นจริงอยู่กันอย่างเป็นตัวของตัวเองดีกว่ารอให้หมดโปรแล้วก็หมดใจตามกันไป การอยู่ห่างกันก็เหมือนการกดปุ่ม pause พักเพลงที่ฟังซ้ำๆ มานานจนเริ่มจะเบื่อในความรู้สึก
พอมาเจอเข้ากับตัว ถึงรู้ว่ายังไงเราก็อยากอยู่คนรักไปตลอดแหละ ในเมื่อเวลาที่อยู่ด้วยกันมันชื่นบาน ใครๆ ก็ไม่อยากถอยห่างโอกาสที่จะได้เจอความรู้สึกดีๆ
แต่หากวันนั้นมาเยือน วันที่เราเบื่อม้วนเทปที่เล่นเพลงซ้ำๆ นอกจากจะกดปุ่ม pause เราภาวนาให้ตัวเองในอนาคตมีสติเตือนตัวเองว่า เมื่อเสียงเพลงแห่งความรักหยุดลง ยังมีเสียงนกและเสียงที่ฟังแล้วชื่นใจอีกมาก ยังมีสถานที่ เหตุการณ์ ผู้คน ความคิด รอให้เราเดินทางไปปะทะและตกผลึกอีกจำนวนมาก มากกว่าจะจมอยู่ตรงหน้าเครื่องเล่นเทปเพียงอย่างเดียว
เมื่อกลับมากดปุ่มเพลย์อีกครั้ง หวังว่าความรื่นรมย์จะกลับมาดังเดิม
และถ้าหากเทปหมดม้วน แม้ในชีวิตจริงเราจะกดปุ่มรีไวน์ความรักไม่ได้
ขอแค่มีปุ่ม repeat ไว้ฟังเพลงให้ชื่นใจใหม่อีกครั้งก็ยังดี
แล้วถ้าเทปยานล่ะพี่เอี่ยว
;p
แล้วถ้าเผลอกดอัดทับล่ะพี่เอี่ยว
;P