-แบกเป้ขึ้นเหนืออีกครั้ง คราวนี้ไปน่าน
-น่าจะเป็นจังหวัดที่เหมาะแก่การเล่นคำที่สุดแล้ว คิดกันเล่นๆ ว่า ถ้าเมืองไทยมีจังหวัดชื่อ ดู ก็จะเหมาะเหม็งกับการเดินทางสามเมืองและเล่นคำว่า ‘ปายดูน่าน’
-มุกตลกแบบนี้ฝืดมาก ขอโทษนะที่ไม่ขำ
-เป้าหมายหลักคือ ไปงานเปิดตัวหนังสือของพิบูลศักดิ์ ละครพลที่หอศิลป์ริมน่าน เลยถือโอกาสไปเที่ยวด้วยเลย เราไปกับนักศึกษาราชมงคลที่จะไปงานนี้เหมือนกัน ข้อดีคือไปฟรีเพราะมีที่เหลือ ข้อเสียคือต้องนั่งรถตู้ไป ส่งผลให้ตะคริวและเหน็บมาเยือนไล่ตั้งแต่ซอกนิ้วเท้ายันก้นกบ นั่งมาเกือบแปดชั่วโมงทำเอาก้นหมดความรู้สึกไปชั่วขณะ
-ด้วยเศรษฐกิจที่ข้าวยากน้ำมันแพง พี่คนขับจึงต้องเลือกเส้นทางที่มีปั้มเอนจีวีอยู่ตามทางเยอะที่สุด เพราะปกติรถแก๊สจะเติมเต็มถังได้ไม่มาก ต้องแวะปั๊มเติมบ่อยๆ อันนี้เราเข้าใจดีเพราะต้องแย่งแท็กซี่เติมแก๊สประจำ
-นอกจากกาแฟและกระทิงแดงแล้ว การเปิดแอร์เป่าขาเป็นอีกวีธีหนึ่งทำให้คนขับไม่ง่วง
-จากการแวะเวียนปั๊มบนทางหลวงในยามดึก ค้นพบว่าพนักงานในปั๊มจะออกกำลังกายด้วยการเดินวนรอบปั๊ม
-เราเรียกน่านว่าเป็น ‘เมืองในซอย’ เพราะถนนหนทางในตัวเมืองมันเล็กๆ ขนาดเท่าซอยซอยหนึ่งในกรุงเทพ บรรยากาศคล้ายๆ สมุทรปราการแถวๆ ท้ายบ้าน เป็นแบบชานเมืองมีรถพลุกพล่านแต่ไม่วุ่นวายเท่ากรุงเทพ
-ตลาดที่น่านมีหลายแห่ง มันจะกระจัดกระจายแยกกันอยู่ตามหัวเมืองและจะเปิดเวลาไม่เหมือนกัน เช่นตลาดเช้าหน้าโรงแรมที่เราอยู่จะเปิดตอนเช้า ตอนสายหน่อยก็ต้องออกไปตลาดนอกเมือง มีตลาดแบบนี้จนถึงห้าทุ่ม คนน่านส่วนใหญ่จะรู้ว่าเวลานี้ควรไปที่ตลาดไหน
-ของกินที่น่านไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น คือของมีเหมือนกรุงเทพแต่บรรยากาศน่ารักน่าเดิน โดยเฉพาะการได้ฟังคนซื้อต่อราคากับแม่ค้าด้วยภาษาเหนือ ฟังดูน่ารักน่าชังดี
-ไปเจอรถเข็นบะหมี่เกี๊ยวเตาถ่าน ตื่นตาตื่นใจมากตอนที่เห็นเตาถ่าน ถามเจ๊คนขายว่าทำไมไม่ใช้เตาแก๊ส เขาบอกว่ามันหนักแบกไม่ไหว
-โรงแรมที่ไปพักคือ โรงแรมน่านฟ้า ถือว่าขึ้นชื่อของที่นี่เพราะสวยและเป็นไม้สักทั้งหลัง ตั้งอยู่ตรงถนนสุมนเทวราชเส้นหลักในอำเภอเมือง คืนละสามร้อยกว่าบาท กิจกรรมหลักของเราคืออ่านหนังสือนั่งพื้นตรงระเบียงมองวิวในเมือง เหมาะแก่คนชิวๆ ที่ขี้เกียจไปเที่ยวตามหนังสือ ลุงเจ้าของหน้าดุแต่ใจดี แกไม่ใช่คนน่านแต่ก็รู้เรื่องเมืองนี้เยอะเหมือนกัน
-น่านเป็นจังหวัดศาสนาพุทธ วัดเยอะมาก เทศบาลมี 27 อำเภอ ก็จะมีวัด 27 วัดประจำอยู่แต่ละหมู่บ้าน เป็นเวลานานแล้วที่เราไม่ได้เห็นพระออกมาบิณฑบาตตามบ้านต่างๆ รวมไปถึงเทคและผับก็แทบจะไม่มีเลยเพราะชาวบ้านแอนตี้ ที่เคยเปิดไปก็เจ๊งเพราะต้องเสียค่าใต้โต๊ะกับตำรวจบ่อยจนขาดทุนไปเอง
-ถ้าในบรรดาภาคเหนือ คนน่านถือว่าหน้าตาด้อยที่สุดถ้าเทียบกับเชียงใหม่หรือลำพูน แถมยังมีเด็กแม้วเดินไปปะปนอยู่ด้วย วิธีดูว่าใครคือแม้วให้ดูที่น่องขา ถ้ามีกล้ามโตเป็นมัดแปลว่าใช่แน่ๆ เพราะแม้วต้องบริหารกล้ามเนื้อขาเดินขึ้นเขาเป็นประจำ
-อากาศหนาวของภาคเหนือจะไม่มีลม อากาศแห้ง แต่ที่ภาคอีสานจะมีลมแรงกว่า มีส่วนให้ผิวหน้าของคนอีสานลอกง่ายกว่า พูดง่ายๆ ว่าคนเหนือเลยสวยกว่าคนอีสานเพราะอากาศนี่เอง
-ที่โรงเรียนในน่าน มีโรงเก็บจักรยานยนต์เป็นของตัวเอง ส่วนจักรยานก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน แถมเลนจักรยานที่นี่ยังกว้างพอๆ กับเลนรถเก๋งเลย
-หอศิลป์ริมน่านอยู่นอกเมืองประมาณยี่สิบโล วิธีการออกนอกเมืองจะมีรถเมล์บ้างแต่น้อย มีสองแถวบ้างแต่ส่วนใหญ่อยูแถวสนามบินซึ่งต้องเดินไปอีกพักนึง อีกวิธีที่คนนิยมทำคือโบกรถเอา อันหลังสุดนี่สัญญากับตัวเองว่าจะลองโบกดูสักครั้งในชีวิต
-หอศิลป์สวยมาก บรรยากาศดี อยู่ติดริมน้ำน่านและเห็นดาวเต็มฟ้า ข้างในมีงานศิลป์สไตล์จิตรกรรมเนี๊ยบๆ แบบศิลปากร ใหญ่โตเอาเรื่อง ใครจะไปพักก็ได้แต่ควรเอาเต้นท์ไปนอนเองและต้องโทรแจ้งก่อนล่วงหน้า
-ในงานนอกจากเปิดตัวหนังสือและนิทรรศการภาพวาด ยังมีการอ่านบทกวี อันนี้เพิ่งเคยดูเป็นครั้งแรก ส่วนใหญ่ก็จะถือโพยออกมาอ่าน ใส่เสียงสูงต่ำตามอารมณ์ เหมือนในหนังเรื่อง dead poets society เป๊ะ แต่แอบรู้สึกว่าถ้าไม่เอาโพยออกมาจะฟังลื่นไหลกว่านี้
-กวีบางกลุ่มก็จะแหวกแนวหน่อย ไม่ใช่แค่อ่านอย่างเดียว ที่เราเจอวันนั้นคือ อ่านไปเล่นกีตาร์ไป สักพักก็หดหู่ขึ้นเรื่อยๆ เพลงก็เล่นคล้ายๆ พวกโพสต์ร๊อกแต่มีความมั่วอยู่สูงกว่า จบท้ายด้วยการพังกีตาร์แล้วก็เดินงงๆ ลงไป อีกคนก็อ่านไปกระทืบเท้าไป บทกวีก็ประมาณผู้หญิงที่ถูกบดขยี้กดขี่ข่มเหงประมาณนั้น
-ความจริงเราชอบฟังเพลงพวกโพสต์ร๊อก ซึ่งเนื้อหาเพลงก็จะออกแนวจมลึกอยู่กับตัวเอง ไม่สื่อสารกับโลกภายนอก แล้วก็หดหู่ๆๆ ไปเรื่อยแต่ได้อารมณ์ดี เรารู้สึกว่ากวีที่ว่าข้างบนก็คงเป็นแนวนั้น แต่ก็สงสัยเหมือนกันว่าชีวิตจริงเขาสื่อสารกับคนข้างนอกยังไง ไปเจออะไรมาถึงได้หดหู่กันขนาดนั้น หรือนี่อาจจะเป็นวิธีการสื่อสารของเขาซึ่งเราไม่เข้าใจก็เป็นได้
-คนน่านส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำอะไรกัน วันๆ ก็อยู่บ้าน เดินตอนบ่ายๆ ไม่มีคนเท่าไร ส่วนพวกที่อยู่นอกเมืองก็ทำสวนทำไร่ไป นานๆ ทีจะเข้าเมืองซื้อของ
-ซอยข้างพิพิธภัณฑ์น่านมีร้านอาหารชื่อ hot bread เป็นร้านที่ครบถ้วนสำหรับชาวอินดี้ ร้านเล็กมีแค่สี่โต๊ะ เจ้าของคุยได้ใจดี (เขาเคยเป็นคนทำงานโครงการตาวิเศษที่เราเคยเห็นโฆษณาสมัยเด็ก พอได้คุยทำให้รู้ว่าตอนนี้ตาวิเศษล้มไปแล้ว แต่เปลี่ยนเป็นบริษัททำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมชื่อว่า กล่องวิเศษ แทน) บรรยากาศดีนั่งได้ทั้งวัน กาแฟไม่อร่อยมาก แต่ที่เด็ดคือสลัดผักรวม ชาวมังสวิรัติไม่ควรพลาด
-อยู่น่านแล้วนึกถึงเมืองเล็กๆ ที่แต่ก่อนสงบแต่พอนักท่องเที่ยวเข้าไปเยอะๆ ก็เละเทะ ว่ากันว่าที่น่านยังไม่เป็นแบบนั้นเพราะมันเป็นเมืองปิด ต้องตั้งใจมาจริงๆ เพราะนั่งรถผ่านภูเขาลึกเสียวๆ หลายจุด (ผิดกับที่ปายเพราะเป็นเมืองทางผ่านพอดี เดินทางสะดวก) แถมคนที่นี่ยังหวงเมืองไม่ยอมให้ใครมาเปลี่ยนง่ายๆ เช่น ไม่ยอมให้น่านเป็นเมืองมรดกโลก หรือปิดสถานที่เที่ยวเพื่อซ่อมแซมในช่วงไฮซีซั่นพอดี แถมใครมาถามก็บอกหน้าตาเฉยว่า งั้นก็มาเที่ยวปีหน้าแล้วกัน ถือเป็นเรื่องดีมากนะสำหรับเรา
-ทริปนี้ไม่ได้ขึ้นดอยภูคาเพราะเวลาน้อย แต่อยากไปดูชมพูภูคามาก มาคราวหน้าไม่อยากพลาดอีก
-โดยรวมมีความสุขดีสำหรับทริปนี้ น่านเป็นเมืองน่ารักสมชื่อ และแอบหวังลึกๆว่ามันจะน่ารักแบบน่านๆ นานๆ