บทความเก่าหน้าที่ 2

พระนคร

dsc04319

เราไม่ค่อยได้มาแถวพระนครเท่าไร ทั้งถนนพระอาทิตย์ ข้าวสาร ดุสิต เสาชิงช้า คงเพราะมันอยู่ไกลมากนานๆ จะมาสักที แต่มาทุกครั้งก็จะสงสัยว่า ทำไมบ้านมันเหมือนกันไปหมดเลย ทั้งสีบ้านและรูปทรง

อย่างภาพข้างบนนี่ถ่ายที่แพร่งภูธร แต่ถ้าเกิดบอกว่าถ่ายที่อื่นในเขตนั้นก็ดูน่าเชื่ออยู่ดี ไม่รู้ว่ามันแตกต่างกันยังไง

ถามพี่เต้บานเฟี้ยมแกน่าจะรู้นะ เหอๆ

อร่าม

อร่าม

ช่วงนี้เป็นเวลาดอกไม้บาน เดือนที่แล้วชมพูพันธ์ทิพย์สะพรั่งราวกับซากุระในญี่ปุ่น

คราวนี้มาถึงต้น.. ต้นอะไรหว่า รู้แต่ว่ามันมีสีเหลือง และมันขึ้นเต็มถนนศรีนครินทร์แถวบ้านข้าพเจ้า ขับรถไปดูพวกนี้ไป รื่นรมย์มาก

dsc04293

dsc04291

ว่าแต่ มันคือต้นอะไร ใครรู้วานเมนท์หน่อยนะ :)

หอย

  

             

               วรารมย์เป็นคนชอบปลูกต้นไม้

                นอกจากชอบปลูกต้นไม้เธอยังชอบถ่ายรูปเป็นงานอดิเรก ไม่น่าสงสัยว่าหนึ่งในรูปที่เธอถ่ายคือรูปต้นไม้สวยๆ ที่เรียงรายเต็มระเบียงบ้าน ว่างๆ ก็จับมาอวดในบล๊อก (ทำลิงก์ตรงนี้ไม่เป็น ลองดูทางขวานะ)

                วันหนึ่งเธอเอารูปหอยทากตัวอ้วนที่อยู่ตรงกระถางมาอวด (บ้านเธอเป็นคอนโดอยู่ชั้น 9) มันคลานตัวเตี้ยมเชื่องช้า รูปหอยทากที่คลานคู่ต้นไม้ช่างน่ารักน่าชัง

                ไม่นาน เราเลยหัดปลูกต้นไม้บ้างตามวรารมย์ ไปเดินซื้อหาได้สองสามต้น รดน้ำมันทุกวัน

                วันหนึ่งตื่นเช้ามาดูต้นไม้ ไม้ดอกในกระถางที่เคยเห็นออกดอกโต กลีบดอกร่วงหล่น ใบน้อยลง คิดในใจว่าสงสัยลืมใส่ปุ๋ย

                รุ่งขึ้นอีกวัน ก้านดอกทั้งยวงร่วงหล่นลงดิน ใบไม้หายไปมากขึ้น มองใกล้ๆ เห็นยางหรือเมือกเหนียวๆ อยู่ตามก้านกิ่ง

                สงสัยแมลงกิน กำลังจะขับรถไปซื้อยาแต่งานเข้าก่อน กะว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยไปคงทัน

                ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เราออกมาดูต้นไม้อีกครั้ง ทั้งใบทั้งดอกหายวับ ใจคนก็หายตามไปด้วย เหลือแค่กิ่งเหี่ยวๆ ให้ดูต่างหน้า มันแมลงอะไรกันหนอ กินเร็วปานลิงบนโต๊ะจีนลพบุรี

                หาข้อมูลหน่อย มันคืออะไรกันแน่

                ลองถามพี่’เกิ้ล (Google) ว่าพี่ครับช่วยผมที ต้นไม้เป็นอย่างนี้ได้อย่างไร หรือผมบ้างานเกินไปเทคแคร์น้องต้นไม้ไม่ดีพอ เขาถึงทิ้งผมไปอย่างไม่เหลืออะไรไว้ดูต่างหน้า (อ้อ เหลือแต่กิ่งแห้งๆ ไว้นี่)

                พี่เขาบอกว่า มือที่สามเป็นฝีมือพี่หอยทาก ตัวเดียวกับที่วรารมย์เคยโชว์ให้ดูนั่นแหละ

                วิ่งไปหาพี่ขายต้นไม้พร้อมอธิบายปัญหา พี่ต้นไม้ยื่นยาฆ่า และบอกว่าสี่สิบบาทครับน้อง

                คิดอยู่นานว่าจะใช้ดีมั้ย สุดท้ายก็ลองโรยไปบนกระถาง และละเเวกใกล้เคียง

                ตื่นเช้ามา เดินไปดูต้นไม้อย่างไม่คิดอะไร

                ภาพที่เห็นคือ ครอบครัวหอยทากขนาดต่างกัน เดาว่าน่าจะเป็นพ่อ เเม่ ลูก นอนตายอยู่ไม่ไกลจากกระถาง มีน้ำเมือกสีเหลืองกองเป็นหย่อม หน้าตาของมันเหมือนที่วรารมย์โพสต์ไว้ในบล็อกไม่มีผิด

                ถ้าใครเดินผ่านมาแถวนั้น จะเห็นผู้ชายในชุดนอนคนหนึ่ง นั่งลงไหว้หอยทากสี่ตัวข้างสนามหญ้าบ้านตัวเอง

                หลังจากจับพี่หอยไปทิ้ง เราสังเกตเห็นต้นไม้ที่อยู่ในกระถาง ตรงยอดกิ่งที่พวกมันเคยกัดกิน

                 ยอดไม้กำลังผลิใบใหม่ขึ้นมา

สุจินดา

ทุกครั้งที่เลิกกับแฟน สุจินดาจะล้างฮาร์ดดิสก์ที่เกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้นทิ้ง

 

เขาเอาลังมาหนึ่งใบ เเล้วใส่ของทุกอย่างที่เธอเคยให้ โปสการ์ดที่เธอเคยส่ง ใบเสร็จร้านอาหารที่เคยไปกินด้วยกัน เเม้กระทั่งโทรศัพท์ที่บันทึกเบอร์โทรเอาไว้ เขาจะทิ้งลงในลังเเล้วซื้อเครื่องใหม่ เอาลังใส่ไว้ในห้องเก็บของ

 

นานวันเข้าลังเก็บของก็เยอะจนเต็มห้อง สุจินดาจ้างช่างมาต่อเติมบ้านใหม่ให้ห้องใหญ่ขึ้น เเต่ลังก็ยังเยอะขึ้นทุกที

 

มีคนถามสุจินดาว่าทำไมถึงไม่เอาลังไปทิ้งบ้าง เขาไม่ตอบ

 

วันหนึ่งขณะรถติด สุจินดาเปิดวิทยุฟังเพลง baby one more time ของบริตนีย์ สเปียร์

 

เพลงเก่ามากเเล้ว เขาฟังเพลงไม่ค่อยรู้เรื่อง เเต่มีเนื้ออยู่ท่อนนึงที่พอฟังออก

 

I must confess that my loneliness is killing me now
Don’t you know I still believe
That you will be here and give me a sign
Hit me baby one more time

 

เเม้ไฟจะเขียวเเล้วเเต่สุจินดาก็ยังไม่ขยับรถ เขาฟังเพลงจนจบ เสียงเพลงดังเเข่งกับเสียงเเตรของรถคันข้างหลัง

 

เมื่อกลับถึงบ้าน เขาพบว่าห้องเก็บของพังลงมาเพราะรับน้ำหนักไม่ไหว ลังเเตกกระจายจนของที่อยู่ในนั้นหล่นเกลื่อนพื้น ดูจากภายนอกสภาพบ้านเหมือนซากปรักหักพังของวัดเก่าในอยุธยา

 

สุจินดายืนมองซากอยู่คนเดียว ไม่นานฝนก็ตก

 

เขาสงสัยว่าทำไมน้ำฝนที่ไหลผ่านใบหน้าถึงมีรสชาติเฝื่อนกว่าที่เคย

สมุด

                 กิจกรรมยอดฮิตสำหรับนักเรียนในช่วงเปิดเทอมใหม่ คือการเปลี่ยนสมุดจดในห้องเรียน

                แม้จะยังใช้สมุดของเก่าไม่หมด (ซึ่งส่วนใหญ่เพราะขี้เกียจทำการบ้าน บางเล่มจดแค่จุดประสงค์ก็มี)  แต่ส่วนใหญ่นักเรียนก็จะเปลี่ยนสมุดใหม่เอี่ยมกันทุกคน กิจกรรมที่ว่ามาดำเนินมาในทุกช่วงวัยเรียน ตั้งแต่อนุบาลยันมหาลัย พอมาถึงวัยทำงานบางคนอาจไม่ต้องเปลี่ยนสมุดบ่อยเหมือนก่อน บ้างก็ใช้ปาล์ม แลปทอป ไอโฟน หรืออะไรที่ใช้บันทึกง่ายกว่าการเสียเวลาเขียนหนังสือลงบนกระดาษ

                 แต่สำหรับเราที่ประกอบอาชีพคนทำหนังสือ ต้องโน้ตนู่นจดนี่อีกมากมาย เงินก็ยังไม่เยอะพอจะซื้อของเหล่านั้น แถมยัง conservative ติดนิสัยการจดบันทึกลงบนกระดาษอย่างรักษาไม่หาย กิจกรรมเปลี่ยนสมุดจึงยังวนเวียนอยู่กับเราไม่ห่าง

                 พอได้สมุดใหม่มา สิ่งแรกที่ต้องทำคือคัดลอกบันทึกบางอย่างที่ยังคงต้องใช้ต่อเนื่องจากสมุดเล่มเก่า เมื่อคัดลอกเสร็จสมุดเล่มใหม่ก็พร้อมใช้งาน ได้ไหม่ก็ลืมเก่ากันง่ายๆ สมุดเก่าของเราส่วนใหญ่ยังคงเก็บไว้ เคยคิดเล่นๆ เหมือนกันว่าถ้าเราคบแฟนเหมือนใช้สมุดคงเจ้าชู้น่าดู เพราะสมุดหมดทีก็เปลี่ยนเล่มใหม่ทันที เหมือนหมดพื้นที่ให้ความรักก็เปลี่ยนคนใหม่โดยไม่ใยดี

                 แต่คนไม่ใช่สิ่งของ เมื่อเราบันทึกความทรงจำอันเลวร้ายไว้กับใครก็ไม่สามารถฉีกหน้านั้นทิ้งเพื่อลืมมันได้ หรือไม่ชอบใจคนไหนก็เปลี่ยนเล่มใหม่ ในชีวิตจริง แม้สมุดเล่มเก่าจะไม่สวยหรือหน้าหมดไปแล้วเราก็ยังคงต้องใช้มันอยู่

                 เมื่อเราเปิดอ่านสมุดเล่าเก่า นอกจากจะเห็นบันทึกจดการงานต่างๆ ที่เคยทำมา ยังเห็นข้อความซ่อนอารมณ์บางอย่างที่เขียนเก็บไว้ในหลายวาระ บ้างก็พร่ำเพ้อฟูมฟาย หรือทะเยอทยานเปี่ยมด้วยความฝัน

                 ถ้าเราหยิบสมุดเล่มเก่ามา แล้วใช้ลิขวิดลบข้อความให้หมดเพื่อเอาสมุดกลับมาใช้ใหม่ ก็จะพบว่ามันใช้งานได้ไม่ดีนัก เพราะข้อความเก่าๆ ยังคงหลงเหลือเลือนรางอยู่

                 เเต่ยิ่งเขียนลงไปเท่าไร รอยลิขวิดที่ปกปิดความทรงจำไว้ก็จะยิ่งแตกออกจนเห็นเนื้อใน จนทำให้เราสับสนว่ากำลังอยู่กับความจริงในตัวอักษรที่เพิ่งบันทึก หรืออดีตความรู้สึกที่เคยตราตรึงในใจกันแน่

 

                  ทุกวันนี้เราใช้สมุดใหม่หลายเล่ม เล่มหนึ่งวางในรถ ในบ้าน ในห้องนอน บนโต๊ะออฟฟิศ หรือวางไว้ในที่ที่เราแวะเวียนประจำอยู่

                 เราชอบจดบันทึก เวลาว่างมือเลยต้องหาสมุดไว้ข้างกาย เอาไว้บันทึกทุกความรู้สึกที่แวบเข้ามาในหัว เลยทำให้เราใช้สมุดเปลืองมาก และยังมีสมุดเล่มเก่าเก็บไว้อีกเยอะ

                 และอีกไม่นานเราคงต้องเลือกสมุดเล่มเก่าเอาไปทิ้งบ้าง

                เพื่อให้เหลือพื้นที่ให้สมุดใหม่เล่มต่อๆ ไป

เยสซี่

เยสซี่ใฝ่ฝันจะเป็นนักเต้น ปัญหาคือเธอเป็นคนอ้วน

 

แม้จะยากเย็นสำหรับคนอ้วนแต่เธอก็ตั้งใจที่จะเป็นนักเต้น จนกระทั่งมีรายการทีวีเฟ้นหานักเต้นจากทั่วประเทศ เธอเข้าสมัคร และทะลุไปถึงรอบที่สี่ การตกรอบสอนให้เธอรู้ว่าอุปสรรคใหญ่ที่สุดของเธอคือน้ำหนักตัว

 

หนึ่งปีให้หลังเยสซี่กลับมาที่รายการเดิมอีกครั้ง พร้อมด้วยหุ่นที่ผอมและแข็งแรงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เธอมั่นใจมาก หยอกล้อกับเพื่อนที่เคยคัดตัวในรายการ ก่อนขึ้นเวทีหน้าตาของเธอสดใสราวกับผู้ชนะเลิศ

 

คณะกรรมการจำเธอได้ เพลงเริ่มบรรเลง เธอเต้นไม่หยุด จนกระทั่งเพลงเล่นไปถึงท่อนพีคที่สุด เธอก็หยุดเต้น

 

ทุกคนแปลกใจ เธอก้มหน้าแล้วจับเข่าตัวเอง จังหวะที่เทคตัวขึ้นเธอลงเข่าผิดจังหวะ มันเคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตแต่อาการเพิ่งจะมากำเริบในครั้งนี้ เยสซี่ต้องหยุดเต้นและถูกตัดสิทธิจากการคัดตัว

 

คนบางคนต้องเดินทางจากจุดเริ่มต้นมาไกลแสนไกลเพื่อมาพบกับความพ่ายแพ้

 

เธอเดินไปที่หน้าคณะกรรมการด้วยน้ำตานองหน้า ทุกคนเอ่ยปากชมความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเธอโดยเฉพาะรูปร่างและทักษะการเต้น เธอระบายความรู้สึกต่อหน้าทุกคน

 

เราเปลี่ยนทีวีไปช่องอื่นเพราะไม่อยากเห็นเยสซี่ร้องไห้ พอเปลี่ยนกลับมาเราได้ยินเธอพูดมาท่อนหนึ่งว่า

 

“ตั้งแต่วันที่ฉันตกรอบ กลับบ้านไปฉันก็ออกกำลังกายฟิตซ้อมอย่างหนัก หนึ่งปีที่ผ่านมาฉันท่องอยู่อย่างเดียวว่าต้องกลับมาที่เวทีนี้รอบสุดท้ายให้ได้

“สุดท้ายทุกอย่างก็เป็นอย่างนี้ แต่ฉันก็ขอบคุณรายการนี้ที่ทำให้ฉันมีความมั่นใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นอีกครั้ง และดีขึ้นกว่าเดิมในครั้งต่อไป”

ถนน

วันสุดท้ายของปี เราขับรถไปหาเพื่อนเก่าสามคน

 

บ้านเราอยู่บนถนนศรีนครินทร์ เป็นถนนหนึ่งในสองเส้นหลักที่จะเข้าตัวตลาด มันทอดตัวขนานกับถนนสุขุมวิท ส่วนใหญ่คนที่อยู่ละเเวกนี้จะใช้รถยนต์เพราะไม่ค่อยมีรถเมล์ผ่าน

 

บ้านเพื่อนทั้งสามอยู่กระจายกันเเต่ไม่ไกลมากนัก เราขับรถไปไม่นานก็ถึง จากศรีนครินทร์มุ่งหน้าไปท้ายบ้าน สายลวด เเละบางพลี เราขับรถเร็วเพราะเป็นเส้นทางที่คุ้นเคยเเละเคยใช้อยู่เป็นประจำ

 

เราใช้คำว่า เคย เพราะทุกวันนี้เราต้องขับรถออกไปทำงานนอกเมือง ขับจากศรีนครินทร์ไปบางนา พัฒนาการ เอกมัย ดินเเดง พระราม 9 บางครั้งเราก็ต้องไปไกลถึง ปทุมธานี รังสิต เชียงใหม่ ไม่ค่อยได้ขับรถเข้ามาในตัวตลาดบ่อยเหมือนเมื่อก่อน

 

ทั้งสามคนเป็นเพื่อนที่พบเจอต่างช่วงเวลา คนนึงรู้จักตั้งเเต่เรียนอนุบาล คนนึงพบกันตอนเรียนมัธยม อีกคนก็ตอนเรียนมหาลัย

 

เราไม่สมหวังเพราะได้เจอเพื่อนเเค่คนเดียว อีกคนไปเที่ยวต่างจังหวัด ส่วนอีกคนเพิ่งตื่นนอนเลยไม่กล้าลงมาคุยกับเราในชุดนอน เราหัวเราะเมื่อเพื่อนบอกเหตุผลนั้น

 

ระหว่างขับรถ เราเปิดกระจกเเล้วมองท้องฟ้า รถวิ่งไปบนถนนเส้นที่เราคุ้นเคย ตลอดระยะเวลายี่สิบกว่าปี

 

เราชอบมองท้องฟ้า ท้องฟ้าไม่เหมือนกันสักวัน ขณะที่ถนนยังเป็นเส้นทางเดิม สองข้างทางไม่เปลี่ยนเเปลงไปมากนัก

 

เเม้เราเเละเพื่อนเก่าจะอยู่ไม่ไกลกัน เเต่ก็ไม่ได้พบเจอกันบ่อย ต่างคนต่างเเยกย้ายไปตามเส้นทางของตัว วันเวลาผ่านไปอย่างต่อเนื่อง

 

ถนนยังเป็นเส้นทางเดิม สองข้างทางไม่เปลี่ยนเเปลงไปมากนัก เเต่คนที่อยู่ระหว่างทางกลับเปลี่ยนไปจากเดิม ด้วยหลักของเวลาเเละเหตุผล รวมไปถึงการตัดสินใจบางอย่างในชีวิต ทำให้ตัวตนของเราเเละเพื่อนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

 

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของปี ก็เหมือนกับวันดีดีที่เคยผ่านมาเเล้ว เรารู้สึกอย่างนั้นนะ

เจอน่าน journey

-แบกเป้ขึ้นเหนืออีกครั้ง คราวนี้ไปน่าน

-น่าจะเป็นจังหวัดที่เหมาะแก่การเล่นคำที่สุดแล้ว คิดกันเล่นๆ ว่า ถ้าเมืองไทยมีจังหวัดชื่อ ดู ก็จะเหมาะเหม็งกับการเดินทางสามเมืองและเล่นคำว่า ‘ปายดูน่าน’

-มุกตลกแบบนี้ฝืดมาก ขอโทษนะที่ไม่ขำ

-เป้าหมายหลักคือ ไปงานเปิดตัวหนังสือของพิบูลศักดิ์ ละครพลที่หอศิลป์ริมน่าน เลยถือโอกาสไปเที่ยวด้วยเลย เราไปกับนักศึกษาราชมงคลที่จะไปงานนี้เหมือนกัน ข้อดีคือไปฟรีเพราะมีที่เหลือ ข้อเสียคือต้องนั่งรถตู้ไป ส่งผลให้ตะคริวและเหน็บมาเยือนไล่ตั้งแต่ซอกนิ้วเท้ายันก้นกบ นั่งมาเกือบแปดชั่วโมงทำเอาก้นหมดความรู้สึกไปชั่วขณะ

-ด้วยเศรษฐกิจที่ข้าวยากน้ำมันแพง พี่คนขับจึงต้องเลือกเส้นทางที่มีปั้มเอนจีวีอยู่ตามทางเยอะที่สุด เพราะปกติรถแก๊สจะเติมเต็มถังได้ไม่มาก ต้องแวะปั๊มเติมบ่อยๆ อันนี้เราเข้าใจดีเพราะต้องแย่งแท็กซี่เติมแก๊สประจำ

-นอกจากกาแฟและกระทิงแดงแล้ว การเปิดแอร์เป่าขาเป็นอีกวีธีหนึ่งทำให้คนขับไม่ง่วง

-จากการแวะเวียนปั๊มบนทางหลวงในยามดึก ค้นพบว่าพนักงานในปั๊มจะออกกำลังกายด้วยการเดินวนรอบปั๊ม

-เราเรียกน่านว่าเป็น ‘เมืองในซอย’ เพราะถนนหนทางในตัวเมืองมันเล็กๆ ขนาดเท่าซอยซอยหนึ่งในกรุงเทพ บรรยากาศคล้ายๆ สมุทรปราการแถวๆ ท้ายบ้าน เป็นแบบชานเมืองมีรถพลุกพล่านแต่ไม่วุ่นวายเท่ากรุงเทพ

-ตลาดที่น่านมีหลายแห่ง มันจะกระจัดกระจายแยกกันอยู่ตามหัวเมืองและจะเปิดเวลาไม่เหมือนกัน เช่นตลาดเช้าหน้าโรงแรมที่เราอยู่จะเปิดตอนเช้า ตอนสายหน่อยก็ต้องออกไปตลาดนอกเมือง มีตลาดแบบนี้จนถึงห้าทุ่ม คนน่านส่วนใหญ่จะรู้ว่าเวลานี้ควรไปที่ตลาดไหน

-ของกินที่น่านไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น คือของมีเหมือนกรุงเทพแต่บรรยากาศน่ารักน่าเดิน โดยเฉพาะการได้ฟังคนซื้อต่อราคากับแม่ค้าด้วยภาษาเหนือ ฟังดูน่ารักน่าชังดี

-ไปเจอรถเข็นบะหมี่เกี๊ยวเตาถ่าน ตื่นตาตื่นใจมากตอนที่เห็นเตาถ่าน ถามเจ๊คนขายว่าทำไมไม่ใช้เตาแก๊ส เขาบอกว่ามันหนักแบกไม่ไหว

-โรงแรมที่ไปพักคือ โรงแรมน่านฟ้า ถือว่าขึ้นชื่อของที่นี่เพราะสวยและเป็นไม้สักทั้งหลัง ตั้งอยู่ตรงถนนสุมนเทวราชเส้นหลักในอำเภอเมือง คืนละสามร้อยกว่าบาท กิจกรรมหลักของเราคืออ่านหนังสือนั่งพื้นตรงระเบียงมองวิวในเมือง เหมาะแก่คนชิวๆ ที่ขี้เกียจไปเที่ยวตามหนังสือ ลุงเจ้าของหน้าดุแต่ใจดี แกไม่ใช่คนน่านแต่ก็รู้เรื่องเมืองนี้เยอะเหมือนกัน

-น่านเป็นจังหวัดศาสนาพุทธ วัดเยอะมาก เทศบาลมี 27 อำเภอ ก็จะมีวัด 27 วัดประจำอยู่แต่ละหมู่บ้าน เป็นเวลานานแล้วที่เราไม่ได้เห็นพระออกมาบิณฑบาตตามบ้านต่างๆ รวมไปถึงเทคและผับก็แทบจะไม่มีเลยเพราะชาวบ้านแอนตี้ ที่เคยเปิดไปก็เจ๊งเพราะต้องเสียค่าใต้โต๊ะกับตำรวจบ่อยจนขาดทุนไปเอง

-ถ้าในบรรดาภาคเหนือ คนน่านถือว่าหน้าตาด้อยที่สุดถ้าเทียบกับเชียงใหม่หรือลำพูน แถมยังมีเด็กแม้วเดินไปปะปนอยู่ด้วย วิธีดูว่าใครคือแม้วให้ดูที่น่องขา ถ้ามีกล้ามโตเป็นมัดแปลว่าใช่แน่ๆ เพราะแม้วต้องบริหารกล้ามเนื้อขาเดินขึ้นเขาเป็นประจำ

-อากาศหนาวของภาคเหนือจะไม่มีลม อากาศแห้ง แต่ที่ภาคอีสานจะมีลมแรงกว่า มีส่วนให้ผิวหน้าของคนอีสานลอกง่ายกว่า พูดง่ายๆ ว่าคนเหนือเลยสวยกว่าคนอีสานเพราะอากาศนี่เอง

-ที่โรงเรียนในน่าน มีโรงเก็บจักรยานยนต์เป็นของตัวเอง ส่วนจักรยานก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน แถมเลนจักรยานที่นี่ยังกว้างพอๆ กับเลนรถเก๋งเลย

-หอศิลป์ริมน่านอยู่นอกเมืองประมาณยี่สิบโล วิธีการออกนอกเมืองจะมีรถเมล์บ้างแต่น้อย มีสองแถวบ้างแต่ส่วนใหญ่อยูแถวสนามบินซึ่งต้องเดินไปอีกพักนึง อีกวิธีที่คนนิยมทำคือโบกรถเอา อันหลังสุดนี่สัญญากับตัวเองว่าจะลองโบกดูสักครั้งในชีวิต

-หอศิลป์สวยมาก บรรยากาศดี อยู่ติดริมน้ำน่านและเห็นดาวเต็มฟ้า ข้างในมีงานศิลป์สไตล์จิตรกรรมเนี๊ยบๆ แบบศิลปากร ใหญ่โตเอาเรื่อง ใครจะไปพักก็ได้แต่ควรเอาเต้นท์ไปนอนเองและต้องโทรแจ้งก่อนล่วงหน้า

-ในงานนอกจากเปิดตัวหนังสือและนิทรรศการภาพวาด ยังมีการอ่านบทกวี อันนี้เพิ่งเคยดูเป็นครั้งแรก ส่วนใหญ่ก็จะถือโพยออกมาอ่าน ใส่เสียงสูงต่ำตามอารมณ์ เหมือนในหนังเรื่อง dead poets society เป๊ะ แต่แอบรู้สึกว่าถ้าไม่เอาโพยออกมาจะฟังลื่นไหลกว่านี้

-กวีบางกลุ่มก็จะแหวกแนวหน่อย ไม่ใช่แค่อ่านอย่างเดียว ที่เราเจอวันนั้นคือ อ่านไปเล่นกีตาร์ไป สักพักก็หดหู่ขึ้นเรื่อยๆ เพลงก็เล่นคล้ายๆ พวกโพสต์ร๊อกแต่มีความมั่วอยู่สูงกว่า จบท้ายด้วยการพังกีตาร์แล้วก็เดินงงๆ ลงไป อีกคนก็อ่านไปกระทืบเท้าไป บทกวีก็ประมาณผู้หญิงที่ถูกบดขยี้กดขี่ข่มเหงประมาณนั้น

-ความจริงเราชอบฟังเพลงพวกโพสต์ร๊อก ซึ่งเนื้อหาเพลงก็จะออกแนวจมลึกอยู่กับตัวเอง ไม่สื่อสารกับโลกภายนอก แล้วก็หดหู่ๆๆ ไปเรื่อยแต่ได้อารมณ์ดี เรารู้สึกว่ากวีที่ว่าข้างบนก็คงเป็นแนวนั้น แต่ก็สงสัยเหมือนกันว่าชีวิตจริงเขาสื่อสารกับคนข้างนอกยังไง ไปเจออะไรมาถึงได้หดหู่กันขนาดนั้น หรือนี่อาจจะเป็นวิธีการสื่อสารของเขาซึ่งเราไม่เข้าใจก็เป็นได้

-คนน่านส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำอะไรกัน วันๆ ก็อยู่บ้าน เดินตอนบ่ายๆ ไม่มีคนเท่าไร ส่วนพวกที่อยู่นอกเมืองก็ทำสวนทำไร่ไป นานๆ ทีจะเข้าเมืองซื้อของ

-ซอยข้างพิพิธภัณฑ์น่านมีร้านอาหารชื่อ hot bread เป็นร้านที่ครบถ้วนสำหรับชาวอินดี้ ร้านเล็กมีแค่สี่โต๊ะ เจ้าของคุยได้ใจดี (เขาเคยเป็นคนทำงานโครงการตาวิเศษที่เราเคยเห็นโฆษณาสมัยเด็ก พอได้คุยทำให้รู้ว่าตอนนี้ตาวิเศษล้มไปแล้ว แต่เปลี่ยนเป็นบริษัททำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมชื่อว่า กล่องวิเศษ แทน) บรรยากาศดีนั่งได้ทั้งวัน กาแฟไม่อร่อยมาก แต่ที่เด็ดคือสลัดผักรวม ชาวมังสวิรัติไม่ควรพลาด

-อยู่น่านแล้วนึกถึงเมืองเล็กๆ ที่แต่ก่อนสงบแต่พอนักท่องเที่ยวเข้าไปเยอะๆ ก็เละเทะ ว่ากันว่าที่น่านยังไม่เป็นแบบนั้นเพราะมันเป็นเมืองปิด ต้องตั้งใจมาจริงๆ เพราะนั่งรถผ่านภูเขาลึกเสียวๆ หลายจุด (ผิดกับที่ปายเพราะเป็นเมืองทางผ่านพอดี เดินทางสะดวก) แถมคนที่นี่ยังหวงเมืองไม่ยอมให้ใครมาเปลี่ยนง่ายๆ เช่น ไม่ยอมให้น่านเป็นเมืองมรดกโลก หรือปิดสถานที่เที่ยวเพื่อซ่อมแซมในช่วงไฮซีซั่นพอดี แถมใครมาถามก็บอกหน้าตาเฉยว่า งั้นก็มาเที่ยวปีหน้าแล้วกัน ถือเป็นเรื่องดีมากนะสำหรับเรา

-ทริปนี้ไม่ได้ขึ้นดอยภูคาเพราะเวลาน้อย แต่อยากไปดูชมพูภูคามาก มาคราวหน้าไม่อยากพลาดอีก

-โดยรวมมีความสุขดีสำหรับทริปนี้ น่านเป็นเมืองน่ารักสมชื่อ และแอบหวังลึกๆว่ามันจะน่ารักแบบน่านๆ นานๆ

สุดา

            สุดาแกว่งของเล่นในมือไปมาอย่างมีความสุข

                เธอกับแม่นั่งอยู่ในร้านกาแฟที่เปิด 24 ชม. ข้างนอกฝนตกหนักมาก แม่รู้สึกกังวลแต่สุดากลับหัวเราะเริงร่ากับของเล่นในมือ ในร้านกาแฟมีแค่สุดากับแม่ และคู่รักชาวญี่ปุ่นคู่หนึ่ง

                พนักงานขายกาแฟเป็นผู้หญิง เธอทำงานไปด้วยฟัง ipod ไปด้วย ไม่มีใครว่าเพราะเธอทำงานกะดึกจนไม่มีคนสนใจ เธอฟัง นอร่าห์ โจนส์ ทุกครั้งที่ฝนตก ไม่มีเหตุผลอื่นนอกจากคิดว่ามันดูเข้ากันดี

แม่ฟังภาษาญี่ปุ่นรู้เรื่องและพูดได้คล่องปร๋อ แต่เธอไม่เคยบอกใคร สุดาเคยเห็นแม่คุยโทรศัพท์ด้วยภาษาญี่ปุ่นและจะเห็นหยดน้ำบนใบหน้าแม่เสมอ สุดาเคยช่วยแม่เช็ดหน้า แต่ดูเหมือนว่าหยดน้ำจะไหลเยอะเกินไปจนเธอเช็ดไม่ทัน

                ฝนตกหนักมากขึ้น สุดาเบื่อของเล่นแล้วเลยเดินไปเกาะกระจกข้างร้าน ถนนเจิ่งนองด้วยน้ำ มีคนวิ่งตากฝนโดยไม่มีร่ม แสงแวบบนฟ้าทำให้สุดากลัวจนต้องรีบกลับมาหาแม่

                คู่รักนั่งอยู่ตรงโซฟายาวด้านใน ตอนกลางวันมีคนมานั่งโซฟาเยอะมากเพราะอยู่ติดหน้าต่าง มองออกไปเห็นสวนหย่อมขนาดเล็ก กลางสวนมีต้นไม่ใหญ้แผ่ร่มเงาจนหายร้อน ตอนกลางคืนโซฟากลายเป็นมุมอับเพราะอยู่ด้านในสุดที่แสงไฟส่องไม่ถึง คู่รักนั่งกอดกันบนโซฟา โดยไม่รู้ว่าพนักงานขายและแม่แอบลอบมองเป็นระยะ

                พนักงานขายเดินเข้าห้องน้ำภายในร้าน เธอวางป้าย “พักชั่วคราว” บนเคาน์เตอร์ ฝนเริ่มเบาบางลง คู่รักประคองแก้มแล้วจูบเบาๆ และรุกไล้หนักมากขึ้น

                สุดาหยิบของเล่นมาแกว่งเล่นต่อ ขณะที่แม่เก็บกระเป๋าแล้วคุกเข่าต่อหน้าสุดา เธอจัดเส้นผมของลูกให้เป็นระเบียบ

                “เดี๋ยวแม่ไปเข้าห้องน้ำนะ” แม่บอก สุดายิ้มและพยักหน้า แม่ผลักประตูเดินออกจากร้าน พนักงานขายออกมาจากห้องน้ำหลังจากนั้นไม่นาน เธอเอาป้ายพักออกแล้วเสียบหูฟังเหมือนเดิม

                พนักงานขายเดินออกไปเช็ดโต๊ะเก้าอี้นอกร้านที่เปียกฝน ดอกลั่นทมสีขาวร่วงหล่นเต็มพื้น พนักงานก้มลงเก็บดอกหนึ่งใส่กระเป๋าเสื้อ คู่รักเดินประคองกอดออกจากร้านเมื่อฝนหยุดตกแล้ว

                เธอไม่รู้ว่า นอร่าห์ โจนส์ ร้องเพลงว่าอะไร แต่เสียงนุ่มๆ ของนักร้องสาวฟังดูเศร้าและเข้ากันกับช่วงเวลาที่ฝนตก

                พนักงานมองไปในร้านเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งแกว่งของเล่นในมือไปมาอย่างมีความสุข

 

 

ปล. นั่งติดฝนอยู่ในร้านกาเเฟ เลยลองเขียนเรื่องเล่นๆ อ่านเพลินๆ นะ

เบื่อมูราคามิ

 

                เรามักจะติดหนังสือไว้ในกระเป๋าเสมอ เเละหนังสือเล่มล่าสุดที่อยู่คู่กายเราคือ After dark ของฮารูกิ มูราคามิ

                เมื่อพูดถึงวงการนักเขียนร่วมสมัย ชื่อของมูราคามิยังถูกกล่าวขวัญเเละกล่าวหาว่าเป็นนักเขียนที่เดิร์นเเละเก๋ที่สุดคนหนึ่งของยุค ผลงานหลายชิ้นถูกเเปลต่อเนื่องชนิดสำนักพิมพ์ไม่กลัวค้างสต๊อก การถูกพูดถึงจากบรรดานักวิจารณ์เเละปัญญาชนทั้งหลายทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ลังเลที่จะเอ่ยปากถามหนังสือของมูราคามิกับเจ้าของร้านเเล้วตะลุยอ่านกันอย่างบ้าคลั่งอย่างกับอ่านเพชรพระอุมา

                เราบ้าอ่านมูราคามิอยู่พักนึงชนิดเล่มต่อเล่ม เเต่  After dark กลับเป็นหนังสือที่ติดค้างอยู่ในกระเป๋าเรานานที่สุดเพราะไม่เคยอ่านจบสักที

                จากที่เคยอ่านอย่างตื่นเต้นร้องอู้หู เราไต่การอ่านอย่างเชื่องช้ากับงานเขียนชิ้นล่าสุดที่ถูกเเปลของมูราคามิซึ่งก็คล้ายกับวงดนตรีที่เคยใหม่สดเมื่อตอนต้น ออกอัลบั้มมาได้สักพักความสดก็หายไปฟังทีไรก็รู้สึกเเหม่งๆ หูมากขึ้นทุกที ไม่มีสิ่งน่าตื่นเต้นในตัวเขาอีกต่อไปเเล้ว

                หนังสือไม่เเย่ ดีตามมาตรฐานของเขา ไม่ใช่ความผิดของหนังสือเเละนักเขียนเเน่นอน มันคงเป็นเรื่องธรรมดาโลกไปเเล้วเป็นเรื่องปกติที่เรามักเบื่อสิ่งที่เคยชื่นชอบมาก่อนเมื่อเวลาผ่านไป ไม่ใช่เเค่หนังสือหรือสิ่งที่เราชอบเท่านั้น ความเชื่อความคิดที่เคยยึดถืออย่างเเข็งเเรงเมื่อเวลาผ่านมันก็ผันเปลี่ยนไปได้อย่างง่ายดายเหมือนกัน

                สำรวจตัวเองอย่างคร่าว ตัวอย่างหนึ่งที่ชัดคือเรื่องศาสนาพุทธ เราซึ่งเคยอยู่ในห้องเรียนถูกสอนมาว่าโตขึ้นควรจะเป็นคนดีช่วยเหลือพ่อเเม่ รักษาศีลธรรมห้าข้อ ตักบาตรทุกวันพระเวียนเทียนทุกวันสำคัญทางศาสนาเเละฟังธรรมทุกวันอาทิตย์ในรายการธรรมมะก่อนจะได้ดูดราก้อนบอลในช่องเก้าการ์ตูน ความเชื่อเหล่านี้อันตรธานหายไปอย่างเร็วเมื่อเห็นข่าวพระสงฆ์กับสีกาเเปะหราหน้าหนังสือพิมพ์ที่ยืนยันได้ว่าทุกข่าวที่ลงไม่ใช่เรื่องดีเเน่นอน

                บางทีการได้เห็นการเปลี่ยนไปของความเชื่อก็เป็นเรื่องน่าสนุก รุ่นพี่เคยบอกว่าช่วงวัยรุ่นเป็นวัยที่หยิบจับเสพสิ่งรอบตัวเข้าหาตัวเอง เเละเมื่อเวลาผ่านไปเราจะเลือกหยิบสิ่งเหล่านั้นที่ไม่เหมาะกับเราออกจากตัว จนเหลือตัวตนที่เป็นตัวเองจริงเเท้

                เราไม่เกลียดมูราคามิ ไม่อี๋ศาสนา เเต่ก็ไม่ได้ชื่นชอบมากมายเป็นการส่วนตัว เราเลือกหยิบสองสิ่งนี้ออกจากตัวช้าๆ

                อยากรู้เหมือนกันว่าหากเลือกหยิบเอาจนตัวเองพอใจ ตัวตนของเราจะออกมาเป็นรูปร่างเเบบไหน มันคงไม่เหมือนกับเราในตอนนี้เเน่ๆ

หน้าก่อนหน้าหน้าต่อไป